"มือถือ" สื่ออันตราย ไม่ควรโทรนานเกิน 15 นาที อาจส่งผลต่อสมองและระบบเม็ดเลือดแดง!

Thaiday- แพทย์เตือนผู้ชายไม่ควรพกมือถือที่เอว เสี่ยงรับผลกระทบต่อไขกระดูก และอัณฑะ ส่วนกรณีโรคหัว ใจไม่ควรพกใส่กระเป๋าเสื้อ แม้ไม่มีผลยืนยันชัดเจน แต่ต้องป้องกันไว้ก่อน อีกทั้งไม่ควรโทรนานเกิน 15 นาที เพราะอาจส่งผลต่อการทำงานของสมองและระบบเม็ดเลือดแดง

นายแพทย์สักกะ ณ ตะกั่วทุ่ง แพทย์หู คอ จมูก ประจำโรงพยาบาลพญาไท กล่าวว่า สิ่งที่วงการแพทย์ สามารถยืนยัน ได้ถึงผลกระทบดังกล่าวในขณะนี้ก็คือ การคุยโทรศัพท์เคลื่อนที่นานๆ ผู้ใช้อาจเกิดอาการปวดศีรษะ, ผิวหนังเหี่ยวย่น, ความจำแย่ลง เนื่องจากคลื่นความร้อนจากเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ขณะเดียวกัน ยังมีข้อสมมติฐานที่ว่า คลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่ อาจทำให้เกิดการรั่วของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ซึ่งจะสะสมในระบบหมุนเวียนโลหิต ส่งผลให้เกิดโรคความดันสูง นอกจากนี้ ยังทำให้เยื่อหุ้มสมองเสื่อม เป็นผลให้เกิดโรคความจำเสื่อม และอัลไซเมอร์ได้

"แม้ในสหรัฐเอง ก็ยังไม่มีงานวิจัยใดที่ยืนยันถึงผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ แม้จะมีการนำคน 400 คนมาทดสอบ ทั้งที่ใช้ และไม่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็ยังเปรียบเทียบความแตกต่างไม่ได้ อีกทั้งมีคดีฟ้องร้องที่เกี่ยว กับเรื่องนี้มากกว่า 10 คดี แต่ไม่มีคดีใดชนะ เพราะไม่สามารถหาหลักฐานชัดเจนที่จะมาเอาผิดได้"

ด้านนายพิสิฐ บุญศรีเมือง อาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง กล่าวว่า ผลกระทบจากเทคโนโลยี ที่มีคลื่นออกมาจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยใน 2 ตัวแปรหลัก ได้แก่

    1. การใช้งานในระยะใกล้ ที่เอาโทรศัพท์มาอยู่ใกล้บริเวณสมองมาก ทำให้กำลังส่งของเครื่องอาจจะ กระทบต่อบริเวณสมองได้ ฉะนั้นจึงควรใช้แฮนด์ฟรี ที่ทำให้การใช้งานไกลจากบริเวณสมอง แต่ กำลังส่งยังเท่าเดิม
    2. ระยะเวลาของการสนทนาจากการใช้โทรศัพท์ ซึ่งข้อมูลทั่วไปในทางเทคนิคของการใช้เครื่องมือแพทย์ บางชนิด เช่น เครื่องมือกายภาพบำบัด ที่ต้องใช้การกระตุ้นไฟฟ้า ทำให้เลือดหมุนเวียน จะมีการใช้งาน เฉลี่ย 15 นาทีต่อครั้ง ดังนั้นการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่นานกว่า 15 นาที อาจส่งผลต่ออุณหภูมิของเลือด หรือเนื้อเยื่อ ที่จะเพิ่มขึ้นได้ โดยส่งผลต่อความรู้สึกบางอย่าง เมื่ออุณหภูมิของเลือดเปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ทางออกที่ดีที่สุดควรหลีกเลี่ยง และป้องกันการกระทบต่อคลื่นแม่เหล็ก ที่มีความเข้มข้นสูง

 

ส่วนนายแพทย์ชูศักดิ์ เวชแพทย์ หนึ่งในคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ในปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยใดๆ ที่ยืนยันได้ว่า การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ หรืออาจมีผลเพียงเล็กน้อย แต่ในระยะยาวนั้น ไม่สามารถระบุได้ ทั้งนี้ ควรจะมีการป้องกันหรือหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดกับสุขภาพได้ จากปกติการพกโทรศัพท์ เคลื่อนที่นั้น ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะเหน็บไว้ที่เอว ซึ่งใกล้กับกระดูกเชิงกราน และอาจส่งผลกระทบต่อไขกระดูกและอัณฑะ ในเพศชายได้ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงโดยการพกไว้ในกระเป๋าเสื้อจะดีกว่า ยกเว้นกับบุคคลที่เป็นโรคหัวใจ อีกทั้งน่า จะใช้แฮนด์ฟรี ซึ่งสายที่ใช้จะต้องไม่แนบติดกับตัวมากนัก รวมถึงการใช้อุปกรณ์ห่อหุ้มในเครื่องเพื่อลดคลื่นได้กว่า 50% หรืออาจจะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่มีกำลังส่งน้อย อย่างไรก็ตาม หากมีกำลังส่งน้อยก็อาจจะทำให้สื่อสาร ได้สัญญาณไม่ชัดเจน

" ขณะนี้ทำได้แต่เพียงการออกข้อแนะนำทั่วไปที่ให้ประชาชนได้ทราบถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็เป็นธุรกิจที่มีผลประโยชน์มหาศาล และปัจจุบันการใช้งานก็มีการแพร่หลายมากขึ้นด้วย" นายแพทย์ชูศักดิ์ กล่าว

ขณะที่นายสักกะ กล่าวว่า ทางออกที่น่าจะทำได้ คือ การหลีกเลี่ยงการคุยโทรศัพท์นาน ปัจจุบันก็ไม่สามารถระบุได้ ปัจจัยด้านอายุมีผลกระทบต่อการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มากน้อยเพียงใด ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ นานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม คลื่นความถี่ไม่เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพ เพราะยังไม่มีรายงานวิจัยที่ยืนยัน ในเรื่องดังกล่าว

ด้านนายพิสิฐ กล่าวว่า เหตุผลที่ไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันออกมา เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาในการทดลอง ซึ่งต้องใช้หลายกลุ่มตัวอย่างเพื่อการทดลอง การตั้งเงื่อนไขตัวแปร เช่น การจำกัดเวลาใช้งาน รวมถึงระยะเวลา การพิสูจน์ ว่าจะเกิดผลกระทบขึ้น อาจจะต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี จึงจะเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น มีเพียงการกำหนด ข้อแนะนำ ที่ควรจะปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสิ่งที่เห็นได้ชัด คือการงดใช้อุปกรณ์สื่อสารในบริเวณโรงพยาบาล เช่นเดียวกับการงดการใช้ อุปกรณ์สื่อสารในเครื่องบิน รวมถึงการขับรถซึ่งควรจะออกกฎให้มีการใช้แฮนด์ฟรี เพราะจะส่งผลกระทบกับอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นได้

ข่าวจาก นสพ. ผู้จัดการออนไลน์ http://www.manager.co.th/

close