| สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ใช้แรงงาน 1. วัน เวลาทำงาน และวันหยุด
1.1 กำหนดเวลาทำงานปกติในงานทุกประเภทไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยไม่เกิน
8 ชั่วโมง/วัน เว้น
1.2 กำหนดเวลาพักระหว่างวันทำงานไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงหลังจากทำงานแล้วไม่เกิน
5 ชั่วโมงติดต่อกันและ 1.3 กำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน ห่างกันไม่เกิน 6 วัน และวันหยุดตาม ประเพณี ไม่น้อยกว่าปีละ 13 วัน รวมวันแรงงานแห่งชาติด้วย สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีี สำหรับลูกจ้างที่ทำงาน ติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปี ไม่น้อยกว่าปีละ 6 วันทำงาน 2. ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา
2.1 ค่าจ้างได้รับไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ คือ 162 บาท/วัน (กทม.
และ 5 จังหวัด รอบ กทม. และภูเก็ต)
(1) ค่าทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติ ลูกจ้างจะได้รับค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า
1.5 เท่าของอัตรา
(2) ค่าทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ลูกจ้างจะได้รับค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 3
เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อ ฯลฯ
(3) ค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี
ให้ ฯลฯ
3.1 ลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง แต่ปีหนึ่งได้รับค่าจ้างไม่เกิน 30 วันทำงาน
การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงาน 3.2 ลาคลอดครรภ์หนึ่งได้ไม่เกิน 90 วัน โดยให้ได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน
3.3 ลาเพื่อราชการทหารในการเรียกพลทหารเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดลองความ
3.4 ลากิจ ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระกิจอันจำเป็นได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
3.5 ลาเพื่อทำหมัน ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อทำหมันได้ตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนดและออกใบ
3.6 ลาเพื่อการ ฝึกอบรม หรือพัฒนาความรู้ความสามารถ ลูกจ้างมีสิทธิลาในกรณีเพื่อประโยชน์ต่อการ
4.1 การจ่ายค่าชดเชยปกติ ให้ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างได้รับค่าชดเชย ดังนี้ (1) ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน (2) ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน (3) ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน (4) ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน (5) ทำงานติดต่อกัน 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
4.2 การจ่ายค่าชดเชยพิเศษ กรณีเลิกจ้างลูกจ้างเพราะปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต
การเปลี่ยนแปลง
4.3 กรณีย้ายสถานประกอบกิจการ นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
30 วัน ก่อนย้ายสถาน ฯลฯ (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมแต่ละกรณีตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541และกฎหมายลูกระเบียบวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง)5. การว่าจ้างแรงงานเด็ก 1. ห้ามใช้แรงงานเด็ก อายุต่ำกว่า 15 ปี ทำงานโดยเด็ดขาด
2. ห้ามลูกจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานหลอม เป่า หล่อ รีดโลหะ ปั๊มโลหะ
ทำงานเกี่ยวกับความร้อน
3. ห้ามลูกจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในสถานที่โรงฆ่าสัตว์ ที่เล่นพนัน
ที่เต้นรำ รำวง รองเง็ง ที่มีอาหาร
4. การจ้างแรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องแจ้งพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15
วัน นับแต่วันที่เด็กเข้า
5. ให้จดบันทึกเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างแรงงานเด็ก ตามแบบ คร.3 เก็บไว้ที่สถานประกอบกิจการ
6.
เมื่อสิ้นสุดการจ้างแรงงานเด็กให้แจ้งพนักงานตรวจแรงงานภายใน 7 วัน นับแต่วันที่เด็กออกจากงานตาม
7. ห้ามใช้แรงงานเด็กทำงานล่วงเวลา และทำงานในวันหยุด และทำงานระหว่างเวลา
22.00 น. ถึง 06.00 น. 8. จัดให้ลูกจ้างเด็กมีเวลาพัก 1 ชั่วโมง ติดต่อกันหลังจากที่ทำงานมาแล้วไม่เกิน 4 ชั่วโมง และใน 4 ชั่วโมงนั้น ให้นายจ้างจัดเวลาพักตามสมควร
9. ให้ลูกจ้างเด็กอายุ 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี มีสิทธิลาเพื่อเข้าประชุม อบรม
สัมมนาหรือกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพ 10. ห้ามนายจ้างจ่ายค่าจ้างของลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กให้แก่บุคคลอื่น 11. ห้ามนายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันเพื่อการใด ๆ จากฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก 12. ห้ามนายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน ล่วงเกินทางเพศลูกจ้างเด็ก ฯลฯ 6. การว่าจ้างแรงงานหญิง
1. ห้ามใช้แรงงานหญิงทำงานบนนั่งร้านที่สูงกว่าหรือเกิน 10 เมตรขึ้นไป งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือ
2. ห้ามใช้แรงงานหญิงมีครรภ์ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่สั่นสะเทือน
งานขับเคลื่อน หรือติดไปกับ 3. ห้ามใช้แรงงานหญิงมีครรภ์ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 06.00 น. ทำงานล่วงเวลาและทำงาน ในวันหยุด 4. ให้แรงงานหญิงมีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตร ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90 วัน โดยได้รับค่าจ้าง 45วัน 5. ห้ามเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ 6. ห้ามนายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน ล่วงเกินทางเพศต่อลูกจ้างหญิง ฯลฯ ติดสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทร.221-6875 หรือ 221-6835สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เขตพื้นที่ และ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด7. ความปลอดภัยในการทำงาน1. ให้นายจ้างหรือสถานประกอบการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 50 คน ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยใน การทำงาน ระดับพื้นฐาน ระดับหัวหน้างาน และระดับบริหาร เพื่อดูแลความปลอดภัยในการทำงานของ สถานประกอบการร่วมกับนายจ้าง
2. ให้นายจ้างหรือสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการ
3. ให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีคณะกรรมการความปลอดภัย
อาชีวอนามัย
4. การให้ความคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมกับสภาพงานและได้มาตรฐาน
โดยให้นายจ้าง 1. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร จป. ไว้ดังนี้ 1.1 จป. ระดับพื้นฐาน เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายจ้างให้เป็นผู้แทนลูกจ้าง 1.2 จป. ระดับหัวหน้างาน เป็นลูกจ้างซึ่งมีหน้าที่ควบคุม ดูแล สั่งการให้ลูกจ้างทำงานตามหน้าที่ 1.3 จป. ระดับบริหาร เป็นลูกจ้างระดับผู้จัดการหรือเป็นนายจ้างเจ้าของกิจการ 1.4 จป. ระดับวิชาชีพ เป็นผู้ที่มีคุณวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับ ปวส. หรือเป็นผู้ผ่านการอบรม หลักสูตร จป. ระดับพื้นฐาน โดยทำงานด้านความปลอดภัยฯ ไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีผลงานลดอัตรา การประสบ อันตรายไม่น้อยกว่าร้อยละสิบต่อปี ของอัตราการประสบอันตรายในสองปีที่ผ่านมา 2. ในการสมัครเข้ารับการฝึกอบรม ให้ยื่นหลักฐานดังนี้ 2.1 แบบแจ้งการส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมจากนายจ้าง 2.2 สำเนาวุฒิการศึกษา 2.3 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 3. ผู้ประสงค์จะสมัครฝึกอบรม ให้ยื่นเอกสารที่หน่วยงานจัดฝึกอบรมที่ได้รับการรับรอง
4. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้จัดทำหลักสูตรมาตรฐาน เพื่อมอบให้กับหน่วยงานที่ขอรับรองเป็น
4.1 หลักสูตร จป. ระดับพื้นฐานทั่วไป มีระยะเวลาอบรม 30 ชั่วโมง 4.2 หลักสูตร จป. ระดับพื้นฐานทั่วไปในงานก่อสร้าง มีระยะเวลาอบรม 30 ชั่วโมง 4.3 หลักสูตร จป. ระดับหัวหน้างาน มีระยะเวลาอบรม 12 ชั่วโมง 4.4 หลักสูตร จป. ระดับบริหาร มีระยะเวลาอบรม 12 ชั่วโมง
4.5 หลักสูตร จป. ระดับวิชาชีพ มีระยะเวลาอบรมภาคทฤษฎี 180 ชั่วโมง นำเสนอผลงาน
12 ชั่วโมง 5. การประเมินผลและทดสอบหลักสูตร จป. 5.1 หลักสูตร จป. ระดับพื้นฐานทั่วไป 5.2 หลักสูตร จป. ระดับพื้นฐานในงานก่อสร้าง 5.3 หลักสูตร จป. ระดับหัวหน้างาน 5.4 หลักสูตร จป. ระดับบริหาร (ทั้ง
4 หลักสูตร ต้องมีเวลาฝึกอบรมตลอดหลักสูตรตามที่กำหนด และให้ผู้จัดอบรมประเมินผล
5.5 หลักสูตร จป. ระดับวิชาชีพ ต้องเรียนภาคทฤษฎีและสอบข้อเขียน ให้ถือเกณฑ์ผ่านการทดสอบ
6. ให้หน่วยจัดฝึกอบรมส่งรายชื่อผู้ผ่านการอบรมไปยังกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานภายใน 30 วัน
7. ให้หน่วยจัดฝึกอบรมเป็นผู้ออกใบรับรองให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร
จป. ระดับพื้นฐาน จป. ระดับบริหาร
8. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นผู้ดำเนินการทดสอบและออกวุฒิบัตรให้แก่ผู้ผ่าน
9. ให้หน่วยฝึกอบรมเป็นผู้สรรหาวิทยากรเอง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ได้กำหนด
9.1 เป็น จป. ระดับวิชาชีพ ซึ่งมีประสบการณ์ในงานด้านความปลอดภัยในการทำงาน
และมี
9.2 เป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐซึ่งปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงาน
และมี
9.3 เป็นผู้มีประสบการณ์ด้านความปลอดภัยในการทำงาน และมีประสบการณ์เกี่ยวกับหัวข้อวิชา
9.4 เป็นคณาจารย์จากสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน ซึ่งศึกษาอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัย
และ
9.5 เป็นผู้มีความรู้ประสบการณ์การสอนวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้หน่วยงานจัดฝึกอบรมส่งประวัติ
1. หน่วยงานที่ประสงค์จะขอใบรับรองเป็นหน่วยงานฝึกอบรมฯ ให้ยื่นหลักฐานดังนี้ (1) หลักฐานการจดทะเบียนนิติบุคคล (2) รายชื่อกรรมการบริหาร (3) รายชื่อและประวัติวิทยากร (4) รายการอุปกรณ์ประกอบการบรรยายตามหลักสูตร (5) แผนและเป้าหมายการจัดอบรมประจำปี โดยระบุสถานที่จัดอบรมและอัตราค่าลง ทะเบียน (6) ผลงานการจัดฝึกอบรม
2. หน่วยงานที่จะขอใบรับรองฯ ที่ตั้งอยู่ในเขต กทม. ให้ยื่นหลักฐานได้ที่สถาบันความปลอดภัยในการทำงาน
3. หน่วยงานที่ขอใบรับรอง ได้แก่ (1) สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ (2) หน่วยงานนิติบุคคล (3) สถานประกอบกิจการ ซึ่งมี จป. ระดับวิชาชีพ 4. การฝึกอบรมให้ปฏิบัติตามหลักสูตรที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด> 5. การฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ผู้เข้าอบรมจะต้องฝึกภาคสนามในสถานที่จริง 6. จำนวนผู้เข้ารับการอบรมต้องไม่เกิน 70 คน ต่อหนึ่งห้องอบรม 7. ให้หน่วยงานที่ได้รับใบรับรองแจ้งการฝึกอบรมทุกครั้งก่อนการจัดอบรมไม่น้อยกว่า 15 วัน 8. ให้หน่วยงานที่ได้รับใบรับรอง รายงานสรุปผลการฝึกอบรมภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่เสร็จสิ้น การฝึกอบรม 9. ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในสถานที่ฝึกอบรมของหน่วยงานที่ได้รับใบรับรองเพื่อตรวจตราควบคุม ให้การปฏิบัติของหน่วยงานเป็นไปตามประกาศนี้ 10. กรณีที่ตรวจพบว่าหน่วยงานที่ได้รับใบรับรองไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้อธิบดีกรมสวัสดิการและ คุ้มครอง แรงงานสั่งการตามควรแก่กรณีดังนี้ (1) สั่งให้หยุดการดำเนินงานเป็นการชั่วคราว (2) เพิกถอนใบรับรอง 11. ใบรับรองที่ออกให้มีผลบังคับใช้สองปี นับแต่วันที่ออกใบรับรอง |