สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ใช้แรงงาน

1. วัน เวลาทำงาน และวันหยุด

1.1 กำหนดเวลาทำงานปกติในงานทุกประเภทไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยไม่เกิน 8 ชั่วโมง/วัน เว้น
แต่งานที่ใช้วิชาชีพหรือวิชาการ งานด้านบริหารและงานจัดการ เสมียนพนักงาน งานอาชีพเกี่ยวกับการค้า
งานอาชีพด้านบริการ งานที่เกี่ยวกับการผลิตหรือ งานที่เกี่ยวข้องกับงานดังกล่าว นายจ้างและลูกจ้างอาจ
ตกลงกันกำหนดเวลาทำงานปกติในวันหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่เมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้ว
สัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมง ถ้าเป็นการทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของ
ลูกจ้างตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 กำหนดให้ทำงานไม่เกิน 7 ชั่วโมง /วัน และไม่เกิน 42 ชั่วโมง/สัปดาห์
เท่านั้น

1.2 กำหนดเวลาพักระหว่างวันทำงานไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงหลังจากทำงานแล้วไม่เกิน 5 ชั่วโมงติดต่อกันและ
อาจตกลงพักน้อยกว่าครั้งละ 1 ชั่วโมงก็ได้ แต่รวมกันไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง/วัน

1.3 กำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน ห่างกันไม่เกิน 6 วัน และวันหยุดตาม ประเพณี ไม่น้อยกว่าปีละ 13 วัน รวมวันแรงงานแห่งชาติด้วย สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีี สำหรับลูกจ้างที่ทำงาน ติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปี ไม่น้อยกว่าปีละ 6 วันทำงาน

2. ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา

2.1 ค่าจ้างได้รับไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ คือ 162 บาท/วัน (กทม. และ 5 จังหวัด รอบ กทม. และภูเก็ต)
140 บาท/วัน ( ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา พังงา ระนอง และสระบุรี) 130 บาท/วัน (63 จังหวัดที่เหลือ)
ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน สำหรับวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และ
วันหยุดพักผ่อนประจำปี

(1) ค่าทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติ ลูกจ้างจะได้รับค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตรา
ค่าจ้างต่อชั่วโมง หรืออัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงาน ตามจำนวนผลงาน ที่ทำได้แล้วแต่กรณี

(2) ค่าทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ลูกจ้างจะได้รับค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 3 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อ
ชั่วโมงในวันทำงาน หรืออัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงาน ตามจำนวนผลงานที่ทำได้ แล้วแต่กรณี

ฯลฯ

(3) ค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี ให้
ศึกษาโดยละเอียดในกรณีลูกจ้างที่มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างและลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างตาม พ.ร.บ.
คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กฎหมายลูกและระเบียบวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง

ฯลฯ

3. การลาป่วย และการลาคลอด

3.1 ลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง แต่ปีหนึ่งได้รับค่าจ้างไม่เกิน 30 วันทำงาน การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงาน
ขึ้นไป นายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองของแพทย์ได้

3.2 ลาคลอดครรภ์หนึ่งได้ไม่เกิน 90 วัน โดยให้ได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน

3.3 ลาเพื่อราชการทหารในการเรียกพลทหารเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดลองความ
พรั่งพร้อม ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารโดยได้รับค่าจ้างปีหนึ่งไม่เกิน 60 วัน

3.4 ลากิจ ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระกิจอันจำเป็นได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน

3.5 ลาเพื่อทำหมัน ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อทำหมันได้ตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนดและออกใบ
รับรองโดยมีสิทธิได้รับค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่ลา

3.6 ลาเพื่อการ ฝึกอบรม หรือพัฒนาความรู้ความสามารถ ลูกจ้างมีสิทธิลาในกรณีเพื่อประโยชน์ต่อการ
แรงงานและสวัสดิการสังคม หรือการเพิ่มทักษะความชำนาญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน หรือลาเพื่อ
สอบวัดผลทางการศึกษาที่ทางราชการจัด หรืออนุญาตให้จัดขึ้น

4. ค่าชดเชย ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยหากนายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด ดังนี้

4.1 การจ่ายค่าชดเชยปกติ ให้ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างได้รับค่าชดเชย ดังนี้

(1) ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน

(2) ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน

(3) ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน

(4) ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน

(5) ทำงานติดต่อกัน 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน

4.2 การจ่ายค่าชดเชยพิเศษ กรณีเลิกจ้างลูกจ้างเพราะปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การเปลี่ยนแปลง
เทคโนโลยี นายจ้างต้องแจ้งวันที่จะเลิกจ้างและเหตุผลการเลิกจ้างต่อลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบ
ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ก่อนวันที่จะเลิกจ้าง หากไม่แจ้งหรือแจ้งน้อยกว่า 60 วัน นายจ้างต้องจ่ายค่า
ชดเชยพิเศษแทนการบอกล่วงหน้าตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

4.3 กรณีย้ายสถานประกอบกิจการ นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนย้ายสถาน
ประกอบกิจการ หากลูกจ้างไม่ต้องการไปทำงานด้วย ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่
นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ โดยได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 ของอัตราค่าชดเชยปกติที่
ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ และหากนายจ้างไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนย้าย ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ
ค่าชดเชยพิเศษ แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน

ฯลฯ

(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมแต่ละกรณีตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
และกฎหมายลูกระเบียบวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง)
5. การว่าจ้างแรงงานเด็ก

1. ห้ามใช้แรงงานเด็ก อายุต่ำกว่า 15 ปี ทำงานโดยเด็ดขาด

2. ห้ามลูกจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานหลอม เป่า หล่อ รีดโลหะ ปั๊มโลหะ ทำงานเกี่ยวกับความร้อน
ความเย็น ความสั่นสะเทือน เสียง แสงที่แตกต่างจากปกติ กัมมันตภาพรังสี สารเคมีที่เป็นอันตราย จุลชีวันเป็นพิษ
วัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด วัตถุไวไฟ เว้นแต่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงขับหรือบังคับรถยก หรือรถปั้นจั่น ตามที่
กำหนดไว้ในกฎกระทรวง และงานใช้เลื่อยเดินด้วยไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ งานทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ อุโมงค์
หรือปล่องภูเขา งานทำความสะอาดเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ขณะกำลังทำงานและงานที่ทำบนนั่งร้านสูงกว่า
พื้นดิน 10 เมตรขึ้นไป

3. ห้ามลูกจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในสถานที่โรงฆ่าสัตว์ ที่เล่นพนัน ที่เต้นรำ รำวง รองเง็ง ที่มีอาหาร
สุรา น้ำชา เครื่องดื่มจำหน่ายและบริการ โดยมีผู้ปรนนิบัติลูกค้า หรือมีที่พักผ่อนหลับนอนหรือบริการนวดลูกค้า

4. การจ้างแรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องแจ้งพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เด็กเข้า
ทำงานตามแบบ คร. 2

5. ให้จดบันทึกเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างแรงงานเด็ก ตามแบบ คร.3 เก็บไว้ที่สถานประกอบกิจการ
เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบ

6. เมื่อสิ้นสุดการจ้างแรงงานเด็กให้แจ้งพนักงานตรวจแรงงานภายใน 7 วัน นับแต่วันที่เด็กออกจากงานตาม
แบบ คร. 4

7. ห้ามใช้แรงงานเด็กทำงานล่วงเวลา และทำงานในวันหยุด และทำงานระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 06.00 น.
เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยยื่นขออนุญาตตามแบบ คร.5

8. จัดให้ลูกจ้างเด็กมีเวลาพัก 1 ชั่วโมง ติดต่อกันหลังจากที่ทำงานมาแล้วไม่เกิน 4 ชั่วโมง และใน 4 ชั่วโมงนั้น ให้นายจ้างจัดเวลาพักตามสมควร

9. ให้ลูกจ้างเด็กอายุ 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี มีสิทธิลาเพื่อเข้าประชุม อบรม สัมมนาหรือกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพ
ชีวิตที่จัดโดยสถานศึกษาหรือหน่วยงานของรัฐที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเห็นชอบ โดยได้รับ
ค่าจ้างไม่เกิน 30 วัน/ปี

10. ห้ามนายจ้างจ่ายค่าจ้างของลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กให้แก่บุคคลอื่น

11. ห้ามนายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันเพื่อการใด ๆ จากฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก

12. ห้ามนายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน ล่วงเกินทางเพศลูกจ้างเด็ก

ฯลฯ

6. การว่าจ้างแรงงานหญิง

1. ห้ามใช้แรงงานหญิงทำงานบนนั่งร้านที่สูงกว่าหรือเกิน 10 เมตรขึ้นไป งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือ
วัตถุไวไฟ และงานก่อสร้างที่ทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ อุโมงค์ หรือปล่องภูเขาไฟ เว้นแต่ลักษณะงานที่ไม่เป็นอันตราย
ต่อสุขภาพหรือร่างกายและงานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

2. ห้ามใช้แรงงานหญิงมีครรภ์ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่สั่นสะเทือน งานขับเคลื่อน หรือติดไปกับ
ยานพาหนะ งานยก แบก หาม ทูน ลากหรือเข็นของหนักเกิน 15 กก. งานทำในเรือ

3. ห้ามใช้แรงงานหญิงมีครรภ์ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 06.00 น. ทำงานล่วงเวลาและทำงาน ในวันหยุด

4. ให้แรงงานหญิงมีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตร ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90 วัน โดยได้รับค่าจ้าง 45วัน

5. ห้ามเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์

6. ห้ามนายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน ล่วงเกินทางเพศต่อลูกจ้างหญิง

ฯลฯ

ติดสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทร.221-6875 หรือ 221-6835สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เขตพื้นที่ และ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด7. ความปลอดภัยในการทำงาน

1. ให้นายจ้างหรือสถานประกอบการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 50 คน ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยใน การทำงาน ระดับพื้นฐาน ระดับหัวหน้างาน และระดับบริหาร เพื่อดูแลความปลอดภัยในการทำงานของ สถานประกอบการร่วมกับนายจ้าง

2. ให้นายจ้างหรือสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการ
ทำงานระดับหัวหน้างาน ระดับบริหาร และระดับวิชาชีพเพื่อดูแลความปลอดภัยในการทำงานของสถานประกอบ
การร่วมกับนายจ้าง

3. ให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย
และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ประกอบด้วยนายจ้าง ผู้แทนระดับบังคับบัญชาผู้แทนลูกจ้างระดับปฏิบัติการ
และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน โดยมีจำนวนคณะกรรมการฯ ตามขนาดของสถานประกอบการ

4. การให้ความคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมกับสภาพงานและได้มาตรฐาน โดยให้นายจ้าง
เป็นผู้ดำเนินการ อาทิ จัดให้มีแสงสว่างตามมาตรฐาน จัดให้มีอุปกรณ์เพื่อป้องกันอันตรายจากเครื่องจักร จัดให้
มีการตรวจสอบสภาพของสายไฟฟ้าและอุปกรณ์ นั่งร้านต้องออกแบบและคำนวณโดยวิศวกร ให้นายจ้างต้องจัด
อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลให้ลูกจ้างตามลักษณะของงาน และลูกจ้างต้องสวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าว
ตลอดเวลาการทำงาน เป็นต้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทร.880-4501-4สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเขตพื้นที่ และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด8. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ ความปลอดภัยในการทำงาน

1. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร จป. ไว้ดังนี้

1.1 จป. ระดับพื้นฐาน เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายจ้างให้เป็นผู้แทนลูกจ้าง

1.2 จป. ระดับหัวหน้างาน เป็นลูกจ้างซึ่งมีหน้าที่ควบคุม ดูแล สั่งการให้ลูกจ้างทำงานตามหน้าที่

1.3 จป. ระดับบริหาร เป็นลูกจ้างระดับผู้จัดการหรือเป็นนายจ้างเจ้าของกิจการ

1.4 จป. ระดับวิชาชีพ เป็นผู้ที่มีคุณวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับ ปวส. หรือเป็นผู้ผ่านการอบรม หลักสูตร จป. ระดับพื้นฐาน โดยทำงานด้านความปลอดภัยฯ ไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีผลงานลดอัตรา การประสบ อันตรายไม่น้อยกว่าร้อยละสิบต่อปี ของอัตราการประสบอันตรายในสองปีที่ผ่านมา

2. ในการสมัครเข้ารับการฝึกอบรม ให้ยื่นหลักฐานดังนี้

2.1 แบบแจ้งการส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมจากนายจ้าง

2.2 สำเนาวุฒิการศึกษา

2.3 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

3. ผู้ประสงค์จะสมัครฝึกอบรม ให้ยื่นเอกสารที่หน่วยงานจัดฝึกอบรมที่ได้รับการรับรอง

4. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้จัดทำหลักสูตรมาตรฐาน เพื่อมอบให้กับหน่วยงานที่ขอรับรองเป็น
หน่วยงานจัดอบรมได้กำหนดเป็น 5 หลักสูตร ดังนี้

4.1 หลักสูตร จป. ระดับพื้นฐานทั่วไป มีระยะเวลาอบรม 30 ชั่วโมง

4.2 หลักสูตร จป. ระดับพื้นฐานทั่วไปในงานก่อสร้าง มีระยะเวลาอบรม 30 ชั่วโมง

4.3 หลักสูตร จป. ระดับหัวหน้างาน มีระยะเวลาอบรม 12 ชั่วโมง

4.4 หลักสูตร จป. ระดับบริหาร มีระยะเวลาอบรม 12 ชั่วโมง

4.5 หลักสูตร จป. ระดับวิชาชีพ มีระยะเวลาอบรมภาคทฤษฎี 180 ชั่วโมง นำเสนอผลงาน 12 ชั่วโมง
และภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ 30 วัน

5. การประเมินผลและทดสอบหลักสูตร จป.

5.1 หลักสูตร จป. ระดับพื้นฐานทั่วไป

5.2 หลักสูตร จป. ระดับพื้นฐานในงานก่อสร้าง

5.3 หลักสูตร จป. ระดับหัวหน้างาน

5.4 หลักสูตร จป. ระดับบริหาร

(ทั้ง 4 หลักสูตร ต้องมีเวลาฝึกอบรมตลอดหลักสูตรตามที่กำหนด และให้ผู้จัดอบรมประเมินผล
ความรู้ผู้เข้าอบรมก่อนและหลัง การฝึกอบรม)

5.5 หลักสูตร จป. ระดับวิชาชีพ ต้องเรียนภาคทฤษฎีและสอบข้อเขียน ให้ถือเกณฑ์ผ่านการทดสอบ
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 โดยต้องจัดทำรายงานการปฏิบัติงานในสถานประกอบการ โดยนำเสนอผลงาน
โครงการ 1 ชิ้นงาน และมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ตลอดหลักสูตร

6. ให้หน่วยจัดฝึกอบรมส่งรายชื่อผู้ผ่านการอบรมไปยังกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานภายใน 30 วัน

7. ให้หน่วยจัดฝึกอบรมเป็นผู้ออกใบรับรองให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร จป. ระดับพื้นฐาน จป. ระดับบริหาร
และจป.ระดับหัวหน้างาน

8. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นผู้ดำเนินการทดสอบและออกวุฒิบัตรให้แก่ผู้ผ่าน
การอบรมหลักสูตร จป. ระดับวิชาชีพ

9. ให้หน่วยฝึกอบรมเป็นผู้สรรหาวิทยากรเอง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้กำหนด
คุณสมบัติวิทยากรไว้ ดังนี้

9.1 เป็น จป. ระดับวิชาชีพ ซึ่งมีประสบการณ์ในงานด้านความปลอดภัยในการทำงาน และมี
ประสบการณ์เกี่ยวกับหัวข้อวิชาที่บรรยายมาไม่น้อยกว่าสามปี

9.2 เป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐซึ่งปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงาน และมี
ประสบการณ์เกี่ยวกับหัวข้อวิชาที่บรรยายไม่น้อยกว่าสามปี

9.3 เป็นผู้มีประสบการณ์ด้านความปลอดภัยในการทำงาน และมีประสบการณ์เกี่ยวกับหัวข้อวิชา
ที่บรรยายไม่น้อยกว่าห้าปี

9.4 เป็นคณาจารย์จากสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน ซึ่งศึกษาอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัย และ
อาชีวอนามัยในการทำงานไม่น้อยกว่า 90 หน่วยกิต และมีประสบการณ์ในการสอนวิชาเกี่ยวกับความ
ปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงานไม่น้อยกว่าสามปี

9.5 เป็นผู้มีความรู้ประสบการณ์การสอนวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้หน่วยงานจัดฝึกอบรมส่งประวัติ
วิทยากรประจำหัวข้อวิชาต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

9. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่องหลักเกณฑ์การขอใบรับรองเป็นหน่วยงาน ฝึกอบรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน

1. หน่วยงานที่ประสงค์จะขอใบรับรองเป็นหน่วยงานฝึกอบรมฯ ให้ยื่นหลักฐานดังนี้

(1) หลักฐานการจดทะเบียนนิติบุคคล

(2) รายชื่อกรรมการบริหาร

(3) รายชื่อและประวัติวิทยากร

(4) รายการอุปกรณ์ประกอบการบรรยายตามหลักสูตร

(5) แผนและเป้าหมายการจัดอบรมประจำปี โดยระบุสถานที่จัดอบรมและอัตราค่าลง ทะเบียน

(6) ผลงานการจัดฝึกอบรม

2. หน่วยงานที่จะขอใบรับรองฯ ที่ตั้งอยู่ในเขต กทม. ให้ยื่นหลักฐานได้ที่สถาบันความปลอดภัยในการทำงาน
หน่วยงานที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ให้ยื่นได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด

3. หน่วยงานที่ขอใบรับรอง ได้แก่

(1) สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ

(2) หน่วยงานนิติบุคคล

(3) สถานประกอบกิจการ ซึ่งมี จป. ระดับวิชาชีพ

4. การฝึกอบรมให้ปฏิบัติตามหลักสูตรที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด>

5. การฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ผู้เข้าอบรมจะต้องฝึกภาคสนามในสถานที่จริง

6. จำนวนผู้เข้ารับการอบรมต้องไม่เกิน 70 คน ต่อหนึ่งห้องอบรม

7. ให้หน่วยงานที่ได้รับใบรับรองแจ้งการฝึกอบรมทุกครั้งก่อนการจัดอบรมไม่น้อยกว่า 15 วัน

8. ให้หน่วยงานที่ได้รับใบรับรอง รายงานสรุปผลการฝึกอบรมภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่เสร็จสิ้น การฝึกอบรม

9. ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในสถานที่ฝึกอบรมของหน่วยงานที่ได้รับใบรับรองเพื่อตรวจตราควบคุม

ให้การปฏิบัติของหน่วยงานเป็นไปตามประกาศนี้

10. กรณีที่ตรวจพบว่าหน่วยงานที่ได้รับใบรับรองไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้อธิบดีกรมสวัสดิการและ คุ้มครอง แรงงานสั่งการตามควรแก่กรณีดังนี้

(1) สั่งให้หยุดการดำเนินงานเป็นการชั่วคราว

(2) เพิกถอนใบรับรอง

11. ใบรับรองที่ออกให้มีผลบังคับใช้สองปี นับแต่วันที่ออกใบรับรอง

close