เดือนมีนาคม เป็นช่วงที่นักเรียน นักศึกษา สอบเสร็จกัน บ้างก็ไปเที่ยวยาว บ้างยังต้องสอบต่อเข้ามหาวิทยาลัย และจำนวนอีกหลายแสนคน ต้องตั้งหน้าตั้งตาหางานที่เปิดรับจากเน็ต จากหนังสือพิมพ์ รวมทั้งตั้งหู ตั้งจมูกดม คอยฟังใครต่อใครพูดถึงหน่วยงานที่ต้องการคนไปทำงาน
สิ่งแรกที่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจก่อนไปสัมภาษณ์งาน ไม่พ้นต้องรู้จักเขียนประวัติของตัวเองให้เห็นเด่นชัดถึงความถนัด ความสามารถของตัวเองนอกเหนือไปจากประวัติข้อมูลพื้นฐาน ที่ฝรั่งเรียกว่าเรซูเม (Resume) อย่างมีแบบฟอร์ม
เน้นเรื่องประสบการณ์ และกิจกรรมเด่นๆ ที่เคยทำลงไปเลยครับ ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็จะใส่ “ดาว” ไว้ในใบรับรองการศึกษา เพื่อเป็นเครดิตเป็นหลักฐานว่า นิสิตคนนี้เป็นนักศึกษาจริงๆ คือ ได้ไปลองร่วมทำกิจกรรม โครงการ เป็นประสบการณ์จริงทางสังคม นอกเหนือไปจากหมกอยู่แต่ในห้องเรียน
นิสิตที่กำลังเรียนอยู่ จึงต้องพยายามไว้มากๆ ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้ รวมทั้งกิจกรรมสังคมภายนอกรั้ว เพราะปัจจุบัน หน่วยงานและองค์กร เขามักมองเห็นตรงประวัติส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญของการรับเข้าทำงาน คือ ความเป็นนักกิจกรรม มีประสบการณ์ครับ
และส่วนเด่นที่สุดของการยื่นใบสมัครในยุคปัจจุบัน คือ การเขียนถึงสิ่งที่ตนเองอยากทำอย่างเป็นรูปธรรม เรียกว่า โพพรอสซอล (Proposal) หรือ โครงการ อันเป็นเป้าหมายของตัวเองที่จะเข้ามาทำในหน่วยงานนั้นๆ
ภาษานักบริหารการจัดการ เขาเรียกว่า วิสัยทัศน์ ฝรั่งว่า มีวิชั่น (Vision)
ช่วงนี้ สังคมไทยกำลังอยู่ใน “รอยต่อ” ของอดีต ที่ความหมายคำว่า “อาชีพ” คือ “บริษัทเปิดให้มีตำแหน่งขึ้นมา” แต่ในอนาคต ความหมายคำว่าอาชีพ กลับเป็น “บุคคลต้องคิดตั้งตำแหน่งสร้างอาชีพขึ้นมาเอง”
การทำงานจะเป็นลักษณะ “รับทำงานเป็นเรื่องๆ” ที่ว่า “เป็นโครงการแต่ละโครงการไป” โดยต้องมีวิสัยทัศน์ มีกลยุทธ์ กระบวนทัศน์ และการดำเนินงานอย่างพัฒนาเป็นรูปธรรม คือ มิใช่เข้าไปคอยแก้ไขปัญหาเรื่องนั้นเรื่องนี้เหมือนเช่นงานในอดีตอีก
เพราะความหมายคำว่า “อาชีพ” นั้น กำลังจะเปลี่ยนจาก “การทำอะไรไปอย่างต่อเนื่อง” ไปเป็น “การมีแรงจูงใจที่จะซื่อสัตย์ต่อองค์กรที่เราจะเข้าไปทำ” คือ ตัวเราองต้องมีความมุ่งมั่น ที่จะทำให้หน่วยงานหรือองค์กรที่เราเข้าไปอยู่ด้วยนั้น เจริญ มั่นคั่ง มั่นคง พัฒนา ความที่รายได้ทั้งหมดที่เราพึงได้นั้น มันต้องเกิดจากผลงานของตัวเราเอง มิใช่ทางหน่วยงานจะมีเงินเดือนให้ หรือมีโบนัส สวัสดิการมอบให้อีกต่อไป
อ่านเพียงแค่การเขียนใบสมัคร และความหมายของคำว่า “อาชีพ” แค่นี้ ก็หดแล้ว ถ้าอย่างนั้น อนาคตการงานของเราก็เหี่ยวตั้งแต่ตรงนี้แล้วล่ะ
ต่อไปคือ คราวที่เราต้องเข้าไปสัมภาษณ์ จำหลักง่ายๆ กรรมการส่วนใหญ่เขาจะดู 3 ส. ของเราก่อน SMART ของเรา
ส. ที่หนึ่ง คือ ความสะอาด เรียบร้อย ดูดี เขาจะดูกันที่การแต่งตัวของตัวเรานี่แหละ ตั้งแต่เผ้าผม ผิวหน้า ลงมาถึงชุดเสื้อผ้า กางเกง กระโปรง นิ้ว เล็บ รองเท้า กันเลย เขาเรียกว่า ดูบุคลิกภายนอก
ส. ที่สอง คือ สุภาพ อ่อนน้อม อ่อนโยน เขาจะดูกันที่การพูดจาโต้ตอบ น้ำเสียง การแสดงออกทางใบหน้า กิริยาท่าที มีความเคารพ มีสติสังคมกันหรือไม่ เขาเรียกว่า ดูบุคลิกภายใน
ส. ที่สาม คือ ส่วนรับผิดชอบ เขาจะดูกันตั้งแต่เรื่องเวลานัดหมาย เอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ต้องนำมาด้วย ความเป็นไปเป็นมาขององค์กรที่เราจะเข้าไปทำเขาเรียกว่า ความรู้สึกอยากเข้ามามีส่วนร่วมกับหน่วยงานนี้สักเพียงใด ภาษา AQ. เขาเรียกว่า ownership
และเขาก็อยากดู SMART ของเราว่า เป็นอย่างไร
S ย่อมาจาก Specific คือ เราต้องรู้ตัวเองอย่างชัดเจนก่อนว่า เราจะเข้ามาทำอะไร ในตำแหน่งใด รายได้เท่าไร
M มาจากคำว่า Measurable คือ สิ่งที่เราพูดว่าจะทำอะไรนั้น ต้องตรวจวัดได้ ตรวจสอบได้ มิใช่พูดลอยๆ พูดไปเรื่อยๆ
A มาจากคำว่า Achievable คือ สิ่งที่เราสามารถบรรลุผลได้ เกิดสัมฤทธิ์ผลได้จริง
R มาจากคำว่า Relevant คือ เป้าหมายของเราที่จะทำนั้น มันสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทหรือองค์กร หรือไม่
T มาจากคำว่า Time Related คือ งานที่เราอยากทำในแต่ละโครงการนั้น มันต้องใช้เวลานานเท่าใด ต้องระบุชัด เพราะเป้าหมายที่แท้จริง ต้องบันทึก เขียนออกมาได้ เป็นหลักฐาน เป็นขั้นตอน และต้องกำหนดระยะเวลาเอาไว้
แหล่งที่มา Sanook.com tags: เตรียมทำงาน,ทำงาน,Vision,นักเรียน,นักศึกษา,เรซูเม,Resume

webcontent {
วันที่ :
2009-04-28 } View :
723
|